ส่องดูประตู 2 บานของผีแดง

ประตูสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของพวกพ้องปีศาจแดงและทุ่งนาต่อไปนี้มีอยู่ร่วมกัน 2 บาน

บานแรกคือต้องจบฤดูด้วยชั้น 2 ถึง 4 ของพรีเมียร์ลีกให้จงได้ (ชั้น 1 เชลซี จองไว้เรียบร้อย)

บานถัดมาคือต้องได้แชมป์ ยูโรปา ลีก เพียงสถานที่เดียวเท่านั้น

ถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด กะซวกแชมป์ ยูโรปา ลีก ในฤดูนี้ได้สำเร็จ พวกเขาจะได้ไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูหน้าอย่างแน่แท้ แถมเข้ารอบแบ่งกลุ่มเลย ไม่ต้องมา "เพลย์-ออฟ" ให้เสียเวล่ำเวลา

สมมุติว่าถ้าเกิด แมนฯ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ถ้วยเล็กของยุโรปได้สำเร็จ แต่ไม่ติด 4 อันดับแรกของตารางพรีเมียร์ลีก ถามว่ากลุ่มจากอังกฤษจะได้เข้าร่วมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งสิ้นกี่กลุ่ม?

หัวข้อนี้เป็นที่แย้งกันมาตลอด
เพื่อความเด่นชัดและเข้าใจตรงกัน ผมขออนุญาตชี้แจงถึงหัวข้อนี้เป็นข้อๆหลังจากทำการค้นหาข้อมูลและศึกษากฏข้อตกลงอย่างละเอียดถี่ถ้วน

1. ถ้าเกิด แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก แต่ดันไม่ติด 4 อันดับแรกของตาราง กลุ่มจากอังกฤษจะได้ไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งสิ้น 5 กลุ่ม

ย้ำอีกครั้งว่า 5 กลุ่มครับ และนั่นนับได้ว่ากลุ่มชั้น 4 พรีเมียร์ลีก ได้ไปเล่นแน่ๆ – อันนี้ขอรับรองหนักแน่น

เรื่องที่ทำให้ประชาชนรู้ผิดอย่างจงหนัก คือเมื่อฤดูที่แล้ว เซบิญ่า ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก แต่หลุดจากการเป็น 1 ใน 4 อันดับแรกของตาราง ลา ลีกา – ประเทศสเปน ก็เลยได้โควต้าทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ทว่า บียาเรอัล กลุ่มชั้น 4 ดันพลาดท่าพ่าย โมนาโก ที่ฝรั่งเศสในรอบเพลย์-ออฟ เสียก่อน ทำให้กลุ่ม "เรือดำน้ำสีเหลือง" มิได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ประชาชนเลยรู้ผิดคิดว่ากลุ่มจากดินแดนวัวกระทิงดุได้เข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 กลุ่ม โดยกลุ่มชั้น 4 อย่าง บียาเรอัล ถูกแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบิญ่า แทรกออกไป

2. ต่อคำถามที่ว่าในฤดู 2011-12 เชลซี ครองแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรป แต่จบชั้น 6 ของพรีเมียร์ลีก ทำให้พวกเขาได้เข้าไปเล่นในฐานะแชมป์เก่า ในขณะที่กลุ่มชั้น 4 ของตารางอย่าง สเปอร์ส ต้องอดไปเล่นในถ้วยใหญ่ยุโรปซะงั้น

เหตุเพราะในขณะนู้น "ยูฟ่า" ยังมิได้แก้กฏ โดยอนุญาตให้แต่ละประเทศมีสิทธิ์เข้าร่วมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นจำนวนสูงสุดที่ 4 กลุ่มเท่านั้น มากกว่านี้มิได้

'น้องไก่' ที่อุตส่าห์ได้ชั้น 4 พรีเมียร์ลีกในฤดูนั้นเลยโชคร้ายไปด้วยเหตุฉะนี้

3. เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยูฟ่า ก็เลยกระทำการแก้กฏใหม่ โดยมอบ "สิทธิพิเศษ" ให้ผู้ครอบครองตำแหน่งแชมป์ ยูโรปา ลีก เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลย (ดังนี้เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้แต่ละกลุ่มเน้นในรายการนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ) เวลาเดียวกันก็เพิ่มโควต้าให้กลุ่มจาก ประเทศสเปน, เยอรมัน และอังกฤษ ทั้งสิ้นเพียงแค่ 3 ประเทศ สามารถเข้าร่วมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นจำนวนสูงสุดที่ 5 กลุ่ม (ในกรณีที่แชมป์ ชปล.หรือ ยูโรปา ลีก ไม่ติดท็อปโฟร์) เนื่องมาจากสโมสรจากทั้ง 3 ประเทศนี้มีสัมประสิทธิ์ในถ้วยนี้ดียิ่งกว่าสโมสรจากประเทศอื่นๆในยุโรป

4. ย้อนกลับไปในฤดู 2004-05 ลิเวอร์พูล ครองแชมป์ยุโรปเป็นอย่างมากใหญ่ (อันทำให้เกิดกลุ่มคำว่า "แชมป์ยุโรป 5 สมัย" ที่เด็กหงส์ชอบประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ) แต่ฤดูนั้น ผู้ร่วมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ดันไม่ติด 4 อันดับแรกของพรีเมียร์ลีก นั่นคือทีแรกที่เรื่องราวแบบงี้เกิดขึ้น ทำให้ "ยูฟ่า" เพิ่มโควต้าให้กลุ่มจากอังกฤษเป็นกรณีพิเศษเป็น 5 กลุ่ม โดยไม่ตัดชั้น 4 (เอฟเวอร์ตัน) ออกไป แล้วค่อยกลับมาเป็น 4 กลุ่มเหมือนเดิมในฤดูถัดมา ก่อนที่จะแก้กฏใหม่จากที่เรียนไว้ในข้อ 3

5. กรณีเดียวที่กลุ่มชั้น 4 พรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้จะอดไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องครองแชมป์ ยูโรปา ลีก โดยที่ตนเองไม่ติด 4 อันดับแรก และ เลสเตอร์ สิตี้ ทะลึ่งครองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จนั่นแหละ

หวังว่าคงแจ่มกระจ่างครับ จะได้ไม่ต้องสงสัยหรือแย้งกันอีก

ต่อไปนี้กลับไปที่ประตูสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งW882 บานของ แมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง

บานที่ 1 คือต้องติด "ท็อปโฟร์" ให้ได้ โดยถ้าได้ชั้น 4 ก็ต้องลงเล่นตั้งแต่รอบเพลย์-ออฟ

สถานการณ์ล่าสุด ผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ สามารถสลัดชั้น 6 ที่กอดเอาไว้อย่างแนบแน่นแบบเต็มทีเป็นเวลากว่า 100 วันได้สำเร็จแล้วครับ

ช่วงนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตามหลังกลุ่มชั้น 4 ของตารางอย่าง ลิเวอร์พูล อยู่เพียง 4 แต้ม แถมแข่งขันน้อยกว่าถึง 2 นัด

มีความหมายว่าถ้าเกิดกะซวกชัยได้ทั้ง 2 นัด ในเกมหลงเหลือ กลุ่มปีศาจแดงก็จะมีแต้มมากกว่าหงส์แดงโดยทันที

ปัญหาของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือ 11 นัดที่หลงเหลืออยู่ในฤดูนี้ของพวกเขามีศึกหนักระดับอภิพญามหายุทธให้ต้องพบเจออีกถึง 4 นัด

– เชลซี ในวันที่ 16 เดือนเมษายน (โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด)

– ศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ในวันที่ 27 เดือนเมษายน (เอติเตียนฮัด สเตเดี้ยม)

– อาร์เซน่อล ในวันที่ 6 เดือนพฤษภาคม (เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม)

– สเปอร์ส ในวันที่ 13 เดือนพฤษภาคม (ไวท์ ฮาร์ท เลน)

นี่คือ "บิ๊กแมตช์" ทั้ง 4 เกมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูนี้ ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องเจอกับกลุ่มที่ขนาดใหญ่กว่าตนเองอีกแล้ว

เฉพาะอย่างยิ่งในม.ย.เพียงเดือนเดียว พวกพ้องปีศาจแดงต้องลงเตะแบบลืมติ๋มถึง 9 นัดร่วมกัน!

ต้องเซิ้งกับคู่ปรปักษ์จนถึงขาลากถึง 9 นัดไม่พอ อาการขาดผู้เล่นสำคัญดันบุกมาเยี่ยม แมนฯ ยูไนเต็ด เอาปัจจุบันนี้เข้าให้อีก

ฟิล โจนส์, คริส สมอลลิ่ง, ปอล ป๊อกบา และมารูยาน เฟลไลนี่ มีลักษณะอาการบาดเจ็บครับ ในขณะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กับ อันเดร์ เอรร่า เหลือโทษแบนอีกคนละ 1 นัด ส่วน บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ กับ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มไปแล้ว

โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังจะประสบปัญหาในการจัดกลุ่มอย่างเป็นไปไม่ได้เลี่ยง ตั้งแต่วันเสาร์นี้เป็นต้นไป แถมยังต้องสลับสับเปลี่ยนหมุนวนผู้เล่นให้เหมาะสมกับเกมมากที่สุดในตอนหฤโหดนี้อีกต่างหาก

มันก็เลยทำให้เกิดคำถามที่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะทิ้งแนวทางการทำชั้นในพรีเมียร์ลีกไปเลยดีไหม เพื่อเบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เพียงรายการเดียวไปเลย

ตกลงใจทิ้งพรีเมียร์ลีก ด้วยการจัดตัวสำรองหรือดาวรุ่งลงในสนามพลางเก็บผู้เล่นตัวหลักไว้ในเกมสำคัญเท่านั้น โดยเฉพาะในศึก ยูโรปา ลีก ที่เดินทางมาถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดแล้ว

แบบงี้ "มูมู่" คงทำใจทุกข์ยากลำบากอยู่เช่นเดียวกันครับ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ไล่บี้กลุ่มชั้น 4 เหลือแค่ 4 แต้มเท่านั้น โดยมีเกมในกำมืออีกถึง 2 นัด

อุตส่าห์ปีนป่ายมาเต็มที่นี้แล้ว มันคงโชคร้ายห่วยเลยครับ ถ้าต้องฝืนใจทิ้งการช่วงชิงชั้น 3 หรือ 4 ไปทั้งๆที่จังหวะยังคงเปิดกว้าง

สำหรับประตูบานที่ 2 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือตำแหน่งแชมป์ ยูโรป้า ลีก ซึ่งถึงช่วงนี้เส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์เหลือแค่ 5 เกมเท่านั้น

แล้วดูชื่อคู่ปรปักษ์ที่หลุดเข้ามาในรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุด ขอบอกว่าไม่มีกลุ่มไหนที่ชื่อชั้น – เกียรติ – ศักยภาพ และฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าปีศาจสามง่าม ทั้ง อันเดอร์เลชท์, เซลต้า บีโก้, เทียมงค์, อาแจ๊กซ์, ชาลเก้, ลียง และเบสิคตัส

แบบงี้ถ้าเกิดมิได้เข้าถึงชิงฯ เป็นอย่างน้อย นับว่า "เสียสุนัข" ครับ

ถ้าทะลึ่งไม่ได้แชมป์ ขอบอกว่าโชคร้ายมาก เนื่องจากคงไม่ได้โอกาสที่งดงามกว่านี้อีกแล้ว

ประหนึ่งมีหญิงสาวที่สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์ น่ารักน่าเอ็นดู และเย้ายวนกำลังเต้นระบำอย่างยั่วอยู่ข้างหลังประตูทั้ง 2 บานจนถึงเลือกผิดนั่นแหละ แม้ประตูบานหนึ่งจะน่าเข้าไปมากกว่า แต่ก็ตัดประตูอีกบานออกไปไม่ลงหรอก

ในเมื่อมีประตูถึง 2 บานเปิดอยู่ตรงหน้า แถมข้างหลังประตูมีสาวสวยกำลังโก่งบั้นท้ายพลางกวักมือเรียกให้เข้าไปกะโผลกกะเผลก เชื่อว่ากุนซือผู้มีลักษณะอาการทางด้านจิตอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ จะไม่ตกลงใจเลือกเข้าประตูเพียงบานเดียวอย่างแน่แท้ครับผม

เพียงแต่นั้นอาจไม่มีความต่างจากการจับปลา 2 มือ

เมื่อเลือกประตูบานใดบานหนึ่งมิได้ก็ได้โอกาสเหมือนที่จะพุ่งชนเสาตรงกลางระหว่าง 2 ประตูจนถึงหงายท้องลงไปชักกับพื้น ซึ่งถ้าเกิดเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆเรียนตามตรงว่าไม่ได้อยากจะคิดเลยครับผมคุณ

ดังนั้น & ฉะนี้

นี่คือบทพิสูจน์ความสามารถของ โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้งว่าจะจัดแจงกับสถานการณ์ที่ลักลั่นแบบงี้ยังไง โดยคาดว่าพี่มึงจะว่ากันไปทีละนัด-ทีละนัด พลางปลดปล่อยให้สถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นตัวกำหนดว่าเขาจำเป็นที่จะต้องตกลงใจยังไง